• ปรับขนาด
    ตัวอักษร
อีเมล์ :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน
บริการประชาชน
สาวภูไท
09.50
สาวภูไท
สวัสดีคะ...วันนี้มีอะไรให้ช่วยค่ะ ถามสาวภูไทมาได้เลย จะรีบไปหาคำตอบให้นะคะ
09.50
วิถีชีวิต
ชนเผ่าภูไท

ประวัติความเป็นมาของเผ่าภูไท คลิปวีดีโอ จาก : ภูไทเว้าแนวเลอ (https://www.youtube.com/watch?v=66x5Y9_BA-s)

 

ชาวภูไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดรองลงมาจากกลุ่มไทลาว ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีแม่น้ำโขงแยกกลุ่มนี้ออกจากภูไทในภาคเหนือของลาว และญวน กลุ่มภูไทกลุ่มใหญ่ที่สุดอาจจะอยู่แถบลุ่มน้ำโขง และแถบเทือกเขาภูพาน เช่น จังหวัดนครพนม ได้แก่อำเภอคำชะอี ธาตุพนม เรณูนคร นาแก จังหวัดสกลนคร ได้แก่ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้แก่ อำเภอกุฉินารายณ์ เขาวง สหัสขันธ์ ส่วนภูไทผู้เข้าสู่ภาคกลางในจังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี ในย่านนั้นเรียกว่า ‘ลาวโซ่ง’

เผ่าภูไท เป็นคนเผ่าไทยกลุ่มหนึ่งที่มีอยู่ในแคว้นสิบสองจุไทย และอาณาจักรล้านช้าง การเคลื่อนย้ายของชาวภูไท เข้าสู่ภาคอีสานมีหลายครั้ง และมาจากที่ต่างๆ จึงทำให้กลุ่มภูไทที่เข้ามาอยู่ในจังหวัดสกลนคร เรียกชื่อตัวเองตามแหล่งเมืองเดิมของตนเช่น ผู้ไทวัง คือ ผู้ไทที่อพยพมาจากเวงวัง มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบอำเภอพรรณานิคม

ผู้ไทกระป๋อง คือภูไทที่อพยพมาจากเมืองกะปอง มาตั้งบ้านเรือนในเขตอำเภอวาริชภูมิ ผู้ไทกะตาก คือผู้ไทที่อพยพมาจากเมืองกะตาก มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตำบลโนนหอม และแถบริมหนองหาร ทางทิศใต้

ชาวภูไทมีลักษณะความเป็นอยู่แบบครอบครัวใหญ่ในบ้านเดียวกัน เป็นกลุ่มคนทำงานที่มีความขยันขันแข็ง มัธยัสถ์ ทำงานได้หลายอาชีพเช่น ทำนา ทำไร่ ค้าวัว ค้าควาย นำกองเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายต่างถิ่นเรียกว่า ‘นายฮ้อย’ เผ่าภูไทเป็นกลุ่มที่พัฒนาได้เร็วกว่าเผ่าอื่น มีความรู้ความเข้าใจและมีความเข้มแข็งในการปกครอง มีหน้าตาที่สวย ผิวพรรณดี กริยามารยาทแช่มช้อย มีอัธยาศัยไมตรีในการต้อนรับแขกแปลกถิ่นจนเป็นที่กล่าวขวัญถึง

วัฒนธรรมประเพณี เผ่าภูไท มีเอกลักษณ์เป็นจุดเด่นหลายประเภท เช่น การแต่งทำนองดนตรี เรียกว่า ‘ลายเป็นเพลงของภูไท’ มีบ้านแบบภูไทคือ มีป่องเอี้ยม เป็นช่องลม มีประตูป่อง หน้าต่างยาวจรดพื้น มีห้องภายในเรือนเป็นห้องๆ ที่เรียกว่า ‘ห้องส่วม’

นอกจากนั้นยังมีวัฒนธรรมการทอผ้าห่มผืนเล็กๆ ใช้สำหรับห่มแทนเสื้อกันหนาวใช้คลุมไหล่ เรียกว่า ผ้าจ่อง นอกจากนี้แล้วยังมีผ้าแพรวา ใช้ห่มเป็นสไบ ซึ่งมีแหล่งใหญ่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ และมีผ้าลาย ใช้เป็นผ้ากั้นห้องหรือห่มแทนเสื้อกันหนาวได้ ซึ่งมีแหล่งใหญ่อยู่บ้านนางอย อำเภอเตางอย จังหวัดสกลนคร ประเพณีที่สำคัญของเผ่าภูไทซึ่งถือกันแต่โบราณ ได้แก่ การลงข่วง พิธีแต่งงาน การทำมาหากิน การถือผี และการเลี้ยงผี

 

 

วัฒนธรรมการแต่งกาย

โดยลักษณะทางสังคม ชาวภูไท(ผู้ไทย) เป็นกลุ่มที่มีความขยันและอดออมเป็นพิเศษและมีวัฒนธรรมในเรื่องการถักทอเสื้อผ้าเด่นชัดจึงปรากฏเสื้อผ้าชนิดต่างๆทั้งฝ้าฝ้ายผ้าไหมในกลุ่มชาวภูไท(ผู้ไทย) โดยเฉพาะผ้าแพรวานับว่ามีวัฒนธรรมเรื่องเสื้อผ้าเด่นชัดมาก

ผ้าซิ่น วัฒนธรรมของกลุ่มภูไทที่เด่นชัด คือ การทอผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อเป็นผืนเดียวกับผ้าผืน เช่น ตีนต่อขนาดเล็ก กว้าง 4 ถึง 5 นิ้ว (มือ) ที่เรียกว่า ตีนเต๊าะ เป็นที่นิยมในหมู่ภูไท ทอเป็นหมี่สาด มีหม้อย้อมคราม จนเป็นสีครามเกือบเป็นสีดำ แต่ชาวบ้านเรียกว่า?ผ้าดำ? หรือซิ่นดำ ลักษณะเด่นของซิ่นหมี่ชาวภูไท คือการทอและลวดลาย เช่น ทอเป็นลายขนาดเล็กๆ นอกจากนี้มีลายอื่น ๆ เช่น หมี่ปลา หมี่ตุ้ม หมี่กระจัง หมี่ข้อ ทำเป็นหมี่คั่น มิได้ทอเป็นหมี่ทั้งผืน แต่หากมีลายต่าง ๆ มาคั่นไว้ สีที่นิยมคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง พื้นมักใช้เครือหูกฝ้ายสีเปลือกอ้อย นอกจากนี้ยังพบผ้ามัดหมี่ฝ้ายขาวสลับดำในกลุ่มผู้ไทย

เสื้อ นิยมทำเป็นเสื้อแขนกระบอกสามส่วนติดกระดุมธรรมดา กระดุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว นิยมใช้เป็นผ้าย้อม ครามเข้มใน ราว พ.ศ. 2480 โดยมีผู้นำผ้าขลิบแดงติดชายเสื้อ เช่น ที่คอสาบเสื้อปลายแขนเพื่อใช้ในการฟ้อนภูไทสกลนคร และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ผ้าห่ม การทอผ้าผืนเล็ก ๆ เป็นวัฒนธรรมของชาวกลุ่มพื้นอีสานมานานแล้วผ้าห่มใช้สำหรับห่มแทนเสื้อกันหนาว ใช้คลุมไหล่ เช่นเดียวกับไทยลาวที่นิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดไหล่ ผ้าห่มของกลุ่มชนต่าง ๆ ในเวลาต่อมามีขนาดเล็ก ทำเป็นผ้าสไบเป็นส่วนแทนประโยชน์ใช้สอย เดิมคือห่มกันหนาว หรือปกปิดร่างกายส่วนบน โดยการห่มทับเสื้อ ผ้าห่มของภูไทที่เรียกว่า ผ้าจ่อง เป็นผ้าทอด้ายยืน มีเครื่องลาย เครื่องพื้นหลายแบบนอกจากนี้ยังมีผ้าแพรวานอกจากผ้าจ่องแล้ว ชาวภูไทยังมีผ้าลาย ซึ่งใช้เป็นผ้ากั้นห้อง หรือใช้ห่มแทนเสื้อกันหนาวหรือต่อกลาง 2 ผืน เป็นผ้าห่มขนาดใหญ่พอสมควร แต่ผ้าลายที่มีชื่อคือผ้าลายบ้านนางอย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร การแต่งกายของชาวภูไท ยังนิยมสายสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า (ก้องแขน ก้องขา) ทำด้วยโลหะเงิน เกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรงในสมัยโบราณใช้ผ้ามนหรือแพรมน ทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ม้วนผูกมวยผมอวดลายผ้าด้านหลังใน ปัจจุบันใช้ผ้าแถบเล็ก ๆ สีแดงผูกแทนแพรมนทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ม้วนผูกมวยผมอวดลายผ้าด้านหลังใน ปัจจุบันใช้ผ้าแถบเล็ก ๆ สีแดงผูกแทนแพรมน

การฟ้อนภูไทเรณูนคร

เป็นการฟ้อนประเพณีที่มีมาแต่บรรพบุรุษ ที่สร้างบ้านแปลงเมือง การฟ้อนภูไทนี้ถือว่าเป็นศิลปะเอกลักษณ์ทางด้านวัฒนธรรม ประจำเผ่าของภูไทเรณูนคร ถือว่าฟ้อนภูไทเป็นการฟ้อนที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดนครพนม

ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จมานมัสการพระธาตุพนมในปี พ.ศ. 2498 นั้น นายสง่า จันทรสาขา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมในสมัยนั้น ได้จัดให้มีการฟ้อนผู้ไทถวาย นายคำนึง อินทร์ติยะ ศึกษาธิการอำเภอเรณูนคร ได้อำนวยการปรับปรุงท่าฟ้อนผู้ไทให้สวยงามกว่าเดิม โดยเชิญผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ในการฟ้อนผู้ไทมาให้คำแนะนำ จนกลายเป็นท่าฟ้อนแบบแผนของชาวเรณูนคร และได้ถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานสืบทอดต่อจนปัจจุบัน

ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุวิชา การฟ้อนภูไทเรณูนคร เข้าไว้ในหลักสูตร ให้นักเรียนทั้งชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ได้ฝึกฝนเล่าเรียนกันโดยเฉพาะนักเรียนที่เล่าเรียนอยู่ในสถานศึกษาภายในเขตอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม จะฟ้อนรำประเพณี  “ฟ้อนภูไทเรณูนคร” เป็นทุกคน

ลักษณะการฟ้อนภูไทเรณูนคร ชายหญิงจับคู่เป็นคู่ ๆ แล้วฟ้อนท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับจังหวะดนตรี โดยฟ้อนรำเป็นวงกลม แล้วแต่ละคู่จะเข้าไปฟ้อนกลางวงเป็นการโชว์ลีลาท่าฟ้อน

หญิงสาวที่จะฟ้อนภูไทเรณูนครต้อนรับแขก จะได้ต้องเป็นสาวโสด ผู้ที่แต่งงานแล้วจะไม่มีสิทธิ์ฟ้อนภูไทเรณูนคร เวลาฟ้อนทั้งชายหญิงจะต้องไม่สวมถุงเท้าหรือรองเท้า และที่สำคัญคือในขณะฟ้อนภูไทนั้น ฝ่ายชายจะถูกเนื้อต้องตัวฝ่ายหญิงไม่ได้เด็ดขาด (มิฉะนั้นจะผิดผี เพราะชาวภูไทนับถือผีบ้านผีเมือง อาจจะถูกปรับไหมตามจารีตประเพณีได้)

โอกาสหรือเวลาที่เล่น นิยมแสดงในเทศกาลต่าง ๆ ที่มีในท้องถิ่น เช่น สงกรานต์ ไหลเรือไฟ งานธาตุวันเพ็ญเดือนสาม และต้อนรับแขกผู้ใหญ่ของจังหวัด เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีและมกุฎราชกุมารของต่างประเทศ ฯลฯ

เครื่องดนตรี แบบดั้งเดิม ประกอบด้วย แคน กลองสองหน้า กลองหาง ฆ้องโหม่ง พังฮาด และกั๊บแก๊บ ส่วนในวงโปงลาง ก็ใช้เครื่องดนตรีครบชุดของวงโปงลาง ลายเพลง ใช้ลายลมพัดพร้าว

 

ความเชื่อ ประเพณี ความสำคัญ

- ประเพณีการฟ้อนรำแบบดั้งเดิม ฟ้อนรำภูไท รำหมอเหยา

- ประเพณีบายศรีสู่ขวัญสำหรับนักท่องเที่ยว

- ประเพณีชนช้าง หรือขี่ช้างชนเมือง (ดื่มเหล้าอุเรณูนคร)

 

แหล่งท่องเที่ยวชุมชน และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ป่าประวัติศาสตร์ 200 ปี ป่าอนุรักษ์ตั้งอยู่ในพื้นที่ของหมู่ที่ 13 บ้านนาบัว เป็นสถานที่จัดท้เป็นฐานความรู้เหตุการณ์ บ้านเสียงปืนแตก อันสืบเนื่องมาจากความศรัทธราในอุดมการณ์แนวความคิด การดำรงชีวิต ว่าชาวบ้านจะต้องได้รับความเสมอภาค ความเป็นธรรมในสังคม ไม่มีการเอารับเอาเปรียบกัน จนทำให้ชาวบ้านนาบัวบางส่วนที่พึ่งพอใจในแนวคิดนี้ออกเคลื่อนไหวทางการเมือง อันเป็นสาเหตุหลักของการจับปืนลุกขึ้นสู้อำนาจรัฐ จนกลายเป็นตำนาน วันเสียงปืนแตก เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2508

 

ศูนย์เรียนรู้บ้านนาบัว รวบรวมเอาสิ่งสอง เครื่องใช้ และอุปกรณ์ทำมาหากินของบุคคลในอดีตที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมา วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ของผู้คนในชุมชนได้เป็นอย่างดี ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมชุมชนสามารถเข้ามาศึกษาร่องรอย วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนทั้งในอดีตและปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

 

ไหว้พระธาตุเรณู หลวงพ่อพระองค์แสน ไหว้สักการะเจ้าปู่ถลาฟ้ามุมเมือง มเหสักหลักเมืองเรณูนคร การประกอบอาชีพที่อยู่ที่ทำกินมีความอุดมสมบูรณ์ การดำรงชีวิตอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ผลิตข้าวเพื่อกินเพื่อใช้ หัตถกรรมรวมอยู่กับเกษตรกรรม เช่น ทอผ้า ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และค้าขายสิ้นค้าที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น ผ้าพื้นเมือง สินค้าหัตถกรรมด้านการจักสาน สินค้าแปรรูปการเกษตร สินค้าประเภทอาหารพื้นบ้านและอื่นๆ มากมาย เช่น เสื้อผ้าปักมือ ผ้าเทปทอมือ ผ้ามัดหมี่ ผ้าพันคอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เหล้าอุ ขนมจีน กระติบข้าว หมวก/กระเป๋าจากปอพาน กระเป๋า/หมวกจากกก ผลิตภัณฑ์ถักจากไหมพรม

 

อาหารเด่นประจำชนเผ่า

1.ข้าวปุ้นปาแดะโน อาหารประจำธาตุ “ดิน”

ความเป็นมาของอาหาร

ขนมจีน หรือภาษาอีสานเรียกว่า “ข้าวปุ้น” ซึ่งความจริงแล้วคนทั่วไปก็จะรู้จักกันดีแล้ว โดยทั่วไปแล้วเราจะกินขนมจีนกับน้ำกะทิ น้ำยาป่าหรือน้ำยาปลาด้ม น้ำเงี้ยว น้ำแกงเขียวหวาน แต่ชาวอำเภอเรณูนครจะรับประทานกับน้ำปลาร้า และน้ำกะปิ เส้นขนมจีก็เป็นเส้นบีบสด ซึ่งเป็นวิถีของขั้นตอนการทำและการกินที่ไม่เหมือนที่อื่นทั่วไป เป็นเอกลักษณ์และสูตรเฉพาะของชาวเรณู ประโยชน์ทางอาหาร ให้พลังงานต่อร่างกาย

2.ปิ้งไก่บ้านแหย่ฮังมดแดง (ปิ้งไก่บ้านโบราณ) อาหารประจำธาตุ “ดิน”

ความเป็นมาของอาหาร

ไก่ เป็นสัตว์ที่ถูกเลี้ยงมานานมากแล้วในสมัยก่อน แถวชนบทผู้คนนิยมเลี้ยงไก่ไว้เพื่อจุดประสงค์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงไก่ไข่เพื่อกินไข่ การเลี้ยงไก่เพื่อกินเนื้อ การเลี้ยงไก่เลี้ยงเพื่อเป็นไก่ชน เราจะเห็นแทบทุกบ้านเลี้ยงไก่เอาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรที่ทำนา ปลูก ผัก เลี้ยงสัตว์ สัตว์หนึ่งในนั้นที่เกษตรกรจะเลือกเลี้ยงไว้ก็คือ “ไก่บ้าน” สมัยก่อนนั้นการประกอบอาหารและการเสาะหาแหล่งอาหารของชาวไทอีสานในความเป็นอยู่แบบพอเพียง ชาวอีสานมักออกแสวงหาอาหารในแหล่งธรรมชาติใกล้ชุมชน เช่น ในท้องนา ป่าชุมชน ป่าทาม รวมไปถึงในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ แม้ว่าปัจจุบันวิถีชีวิตบางอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม ในบางท้องที่หรือบางชุมชนก็ยังหาอยู่หากินอย่างพอเพียงตามวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกันอยู่ “ไข่มดแดง” รวมถึงตัวอ่อนของมดแดง ก็ถือได้ว่าเป็นอาหารอีสานที่หารับประทานได้ในช่วงหน้าแล้งเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นอาหารตามฤดูกาลแม้ในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมในการบริโภคกันอยู่ ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และสามารถหาได้ง่ายๆในท้องถิ่น ประโยชน์ทางอาหาร มีโปรตีนสูง 8.2 กรัม/100 กรัมของไข่มด นับว่ามีมากพอสมควร ส่วนไขมันในไข่มดแดงจะน้อยกว่าในไข่ไก่มาก มีเพียง 2.6 กรัมเท่านั้น เทียบกับในไข่ไก่ซึ่งมีมากถึง 11.7 กรัม แคลอรีจากไข่มดแดงจึงน้อยกว่าไข่ไก่

 

3.แจวปลาแดะ (น้ำพริกปลาร้า) อาหารประจำธาตุ “ลม”

ความเป็นมาของอาหาร

แจ่วปลาแดกเป็นอาหารหลักของชาวบ้านไทยอีสาน ไปไร่ ไปนา ต้องมีแจ่วปลาแดกไปรับประทานขาดไม่ได้เวลาจัดสำรับจะต้องมีแจ่วบองอยู่ในสำรับกับข้าวด้วยเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหาร แจ่วปลาแดกเป็นการแปรรูปสมุนไพร ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด พริก กระเทียม หอมแดง ปลาร้า เพิ่มรสชาติ โดยการ เติม เกลือ และน้ำตาล เพื่อให้ได้รสชาติที่กลมกล่อมขึ้น แจ่วปลาแดก ( น้ำพริกพร้อมรับประทาน ) ประโยชน์ทางอาหาร ช่วยในการย่อย และการขับถ่ายเนื่องจากมีผักและสมุนไพรหลากหลายชนิด

 

4.ข้าวหลามแซบ (เผาข้าวหลาม) อาหารประจำธาตุ “ดิน”

ความเป็นมาของอาหาร

เป็นขนมชนิดหนึ่งนิยมทำรับประทานกันในฤดูหนาว หรือเมื่อได้ข้าวใหม่ ใช้ไผ่ข้าวหลาม หรือไม้ป้างเป็นกระบอกใส่ข้าวหลาม ข้าวหลามแบบชาวบ้าน ใช้ข้าวสารเหนียวกับน้ำเปล่า และเกลือเท่านั้น สำหรับข้าวหลามที่ทำขายกันโดยทั่วไป จะใส่น้ำกะทิ และเติมถั่วดำ หรืองาขี้ม้อน การทำข้าวหลามตามประเพณีนิยมของชาวล้านนาจะเพื่อถวายพระในวันเพ็ญเดือนสี่ หรือประมาณเดือนมกราคม ซึ่งเป็นการทานร่วมกับการทานข้าวจี่ และข้าวล้นบาตรข้าวหลาม ประโยชน์ทางอาหารใช้เป็นอาหารว่าง ของคนภูไท

ที่มา : Thailand Tourism Directory กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา https://thailandtourismdirectory.go.th/th/info/attraction/detail/itemid/22979

ประเพณี/วัฒนธรรม/เทศกาลอื่นๆ